รู้เท่าทัน ‘ต้อกระจก’ ก่อนสูญเสียการมองเห็น!

บทความสุขภาพ

17 มี.ค. 2568
ครั้ง

รู้เท่าทัน ‘ต้อกระจก’ ก่อนสูญเสียการมองเห็น!
      โรคต้อกระจก เป็นภาวะทางสายตาที่พบบ่อยโดยเฉพาะในผู้สูงอายุ แต่สามารถเกิดได้ในทุกช่วงวัย ลักษณะสำคัญคือเลนส์ตาที่ปกติจะใสและโปร่งแสง กลับกลายเป็นขุ่นมัว ส่งผลให้แสงไม่สามารถผ่านเข้าสู่จอประสาทตาได้อย่างชัดเจน ทำให้การมองเห็นลดลง ภาพไม่ชัด เหมือนมีม่านบางๆ มาบดบังสายตา และในกรณีที่รุนแรงอาจนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นได้

สาเหตุ หลักของการเกิดโรคต้อกระจกที่ควรรู้
      โรคต้อกระจกสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ โดยปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดความเสี่ยง ได้แก่ :

  • อายุที่เพิ่มขึ้น : เมื่ออายุมากขึ้น เลนส์ตาจะเสื่อมสภาพ สูญเสียความยืดหยุ่นและความโปร่งใส เป็นสาเหตุหลักของต้อกระจกในผู้สูงอายุ
  • โรคเบาหวาน : ผู้ป่วยเบาหวานมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดต้อกระจก เนื่องจากระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงส่งผลให้เลนส์ตาขุ่นเร็วกว่าปกติ
  • การบาดเจ็บที่ดวงตา : อุบัติเหตุที่เกิดกับดวงตา เช่น การกระแทก หรือการหกล้มอาจเป็นสาเหตุของต้อกระจก
  • การใช้ยาบางชนิดเป็นเวลานาน : โดยเฉพาะยาสเตียรอยด์ที่อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดต้อกระจก
  • การสัมผัสแสง UV มากเกินไป : การอยู่กลางแดดโดยไม่มีการป้องกันดวงตาเป็นเวลานานสามารถเร่งการเสื่อมของเลนส์ตา
  • ปัจจัยทางพันธุกรรม : ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคต้อกระจกอาจมีความเสี่ยงสูงขึ้น

อาการ สำคัญของโรคต้อกระจกที่ไม่ควรมองข้าม
      อาการของต้อกระจกมักเริ่มต้นอย่างช้าๆ และค่อยๆ แย่ลงตามเวลา สัญญาณเตือนที่ควรสังเกต ได้แก่ :

  • การมองเห็นไม่ชัด มีหมอกบางๆ ในสายตา : เหมือนมีม่านหรือฝ้าบางๆ ปกคลุมดวงตาตลอดเวลา
  • ความไวต่อแสงเพิ่มขึ้น : รู้สึกแสบตาหรือระคายเคืองเมื่อเจอแสงสว่าง ไฟหน้ารถ หรือแสงแดด
  • การมองเห็นในเวลากลางคืนแย่ลง : มีปัญหาในการขับรถตอนกลางคืน แสงไฟจากรถที่สวนมาทำให้เกิดแสงกระจาย
  • การเปลี่ยนแปลงของสายตาบ่อยครั้ง : ต้องเปลี่ยนแว่นตาบ่อยขึ้น ความสามารถในการอ่านหรือมองใกล้ลดลง
  • การมองเห็นสีผิดเพี้ยน : สีอาจดูซีดจาง หมอง หรือมีโทนเหลืองมากกว่าปกติ

วิธีการรักษา โรคต้อกระจกที่มีประสิทธิภาพ
      การรักษาโรคต้อกระจกจะพิจารณาตามความรุนแรงและผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต โดยแบ่งเป็น :

การรักษาในระยะเริ่มต้น

      สำหรับผู้ที่มีอาการต้อกระจกในระยะเริ่มต้น อาจช่วยบรรเทาอาการได้ด้วย :

  • การใช้แว่นตาหรือคอนแทคเลนส์ที่เหมาะสมเพื่อปรับปรุงการมองเห็น
  • การใช้แสงสว่างเพียงพอในการทำกิจกรรมต่างๆ โดยเฉพาะการอ่านหนังสือ
  • การหลีกเลี่ยงการขับรถในเวลากลางคืนหรือในสภาพที่มีแสงจ้า
  • การใช้แว่นกันแดดที่มีการป้องกัน UV เพื่อลดการระคายเคือง

การรักษาด้วยการผ่าตัด
      เมื่อต้อกระจกส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันมากขึ้น การผ่าตัดจะเป็นวิธีการรักษาหลักที่มีประสิทธิภาพ โดยขั้นตอนมีดังนี้ :

  • การผ่าตัดด้วยเทคนิค Phacoemulsification : เป็นวิธีที่แพทย์จะใช้คลื่นอัลตราซาวด์สลายต้อกระจกและดูดเอาเลนส์ที่ขุ่นออกจากตา
  • การใส่เลนส์แก้วตาเทียม (IOL) : หลังจากนำเลนส์เดิมออกแล้ว จะมีการใส่เลนส์เทียมคุณภาพสูงเข้าไปแทนที่ ช่วยให้การมองเห็นกลับมาชัดเจนขึ้น

      การผ่าตัดต้อกระจกถือเป็นหนึ่งในการผ่าตัดที่ปลอดภัยและประสบความสำเร็จสูงในปัจจุบัน สามารถช่วยฟื้นฟูการมองเห็นให้ผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะเมื่อทำในระยะเวลาที่เหมาะสม

คำแนะนำ สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงต่อโรคต้อกระจก

  • ตรวจสุขภาพตาเป็นประจำทุกปี โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปี
  • สวมแว่นกันแดดที่ป้องกัน UV ได้ เมื่อต้องออกแดด
  • ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดหากเป็นโรคเบาหวาน
  • หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดต้อกระจก
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพตา เช่น ผักใบเขียว ปลาทะเล และผลไม้ที่มีวิตามิน C และ E
      ต้อกระจกเป็นโรคที่สามารถรักษาได้ด้วยการผ่าตัด โดยการเอาเลนส์ที่ขุ่นมัวออกและใส่เลนส์เทียมแทนที่ ซึ่งสามารถฟื้นฟูการมองเห็นได้ดี การรักษาในระยะแรกสามารถทำได้ด้วยการใช้แว่นตาและการปรับพฤติกรรม หากคุณมีอาการที่สงสัยว่าเป็นต้อกระจก ควรพบแพทย์เพื่อตรวจและรับการรักษาต่อไป
รู้เท่าทันต้อกระจกก่อนสูญเสียการมองเห็น.png

ติดตาม โซเชียลเน็ตเวิร์ก ของเรา

iConsFacebook.png iConsInstagram.png iConsLine.png iConsTwitter.png iConsYouTube.png iConsTikTok.png